ฝันสลายที่เซนิก้า! เจาะลึกอิตาลีตกรอบบอลโลก 3 สมัยซ้อน กับวิกฤตศรัทธาที่กัตตูโซ่ต้องรับผิดชอบ
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างเจ็บปวดสำหรับพลพรรค "อัซซูรี่" ทีมชาติอิตาลี ที่ต้องพบกับค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดอีกครั้งในเมืองเซนิก้า หลังจากพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษต่อบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ส่งผลให้แชมป์โลก 4 สมัยต้องพลาดโอกาสไปลุยศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน (2018, 2022 และ 2026) ถือเป็นวิกฤตการณ์ฟุตบอลระดับชาติที่สั่นสะเทือนวงการลูกหนังโลก และนำมาซึ่งคำถามสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นกับยักษ์หลับตนนี้ที่ดูเหมือนจะหาทางกลับสู่เวทีสูงสุดไม่เจอเสียที แม้จะมีการเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่และกุนซือมาแล้วหลายรายก็ตาม
โศกนาฏกรรมที่เซนิก้า: เมื่อความเหนือกว่าไม่ช่วยอะไร
ในเกมเพลย์ออฟชี้ชะตาที่บอสเนียฯ อิตาลีลงสนามด้วยความกดดันมหาศาล พวกเขาครองบอลได้มากกว่าและพยายามเปิดเกมบุกเข้าใส่เจ้าถิ่นตลอดทั้งเกม แต่สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดคือ 'ความเฉียบคม' ในจังหวะสุดท้าย แผงมิดฟิลด์ที่นำโดยสตาร์จากกัลโช่ เซเรีย อา ไม่สามารถเจาะแนวรับที่แข็งแกร่งของบอสเนียฯ เข้าไปทำประตูโทนเพื่อปิดกล่องเกมได้
เมื่อเกมลากยาวไปจนถึงการดวลจุดโทษ ความกดดันจากอดีตที่เคยพลาดตั๋วบอลโลกมาสองสมัยดูเหมือนจะกลับมาหลอกหลอนนักเตะอิตาลีอีกครั้ง ความนิ่งที่เป็นจุดเด่นของพวกเขาในยูโร 2020 หายไปสิ้นเชิง และสุดท้ายลูกยิงที่พลาดไปเพียงไม่กี่ครั้งก็ตัดสินให้พวกเขาต้องนั่งดูฟุตบอลโลก 2026 ผ่านหน้าจอทีวีอีกครั้ง
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา แต่มันคือภาพสะท้อนของฟุตบอลอิตาลีในปัจจุบันที่ขาดแคลนเพชฌฆาตในกรอบเขตโทษอย่างรุนแรง แม้กัตตูโซ่จะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้มีความดุดันมากขึ้น แต่เมื่อไม่มีใครส่งบอลไปซุกก้นตาข่ายได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือโศกนาฏกรรมเช่นนี้
- อิตาลีครองบอลสูงถึง 65% แต่ยิงเข้ากรอบเพียงไม่กี่ครั้ง
- บอสเนียฯ ใช้แผนรับลึกและรอสวนกลับ ซึ่งเป็นของแสลงของอิตาลีมาตลอด
อนาคตของกัตตูโซ่: 'ความรับผิดชอบ' หรือ 'การเริ่มต้นใหม่'?
หลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย เจนนาโร่ กัตตูโซ่ กุนซือจอมเดือดตกอยู่ในสภาพที่พูดไม่ออก เขาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่าในตอนนี้เรื่องอนาคตของเขายังไม่ใช่สิ่งที่ต้องพูดถึง เพราะความผิดหวังมันยิ่งใหญ่จนเกินกว่าจะตัดสินใจอะไรได้ทันที อย่างไรก็ตาม กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อในอิตาลีพุ่งเป้าไปที่การเลือกตัวผู้เล่นและการวางแท็กติกที่ดูจะเน้นความรัดกุมจนเกินไปในเกมที่ต้องการชัยชนะ
กัตตูโซ่พยายามสร้างทีมที่มีสปิริตนักสู้เหมือนบุคลิกของเขา แต่นั่นอาจไม่เพียงพอสำหรับฟุตบอลสมัยใหม่ที่ต้องการความหลากหลายทางแท็กติก การยึดติดกับนักเตะบางกลุ่มและไม่กล้าเสี่ยงกับดาวรุ่งในจังหวะสำคัญถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อิตาลีเดินมาถึงทางตันในรอบนี้
หากกัตตูโซ่ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เขาจะต้องเผชิญกับกำแพงความศรัทธาที่พังทลายจากแฟนบอล แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สมาคมฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าใครคือคนที่เหมาะสมจะเข้ามาผ่าตัดทีมที่บอบช้ำมาตลอด 12 ปีนี้จริงๆ
- กัตตูโซ่ปฏิเสธที่จะพูดถึงอนาคตของตนเองทันทีหลังจบเกม
- สื่ออิตาลีเริ่มกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารทีมชาติ
วิกฤตอัตลักษณ์: 12 ปีที่หายไปจากแผนที่ฟุตบอลโลก
การพลาดฟุตบอลโลก 3 สมัยติดต่อกัน (2018, 2022, 2026) ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับชาติระดับมหาอำนาจฟุตบอลอย่างอิตาลี มันแสดงให้เห็นว่าแชมป์ยูโร 2020 ที่ได้มานั้นอาจเป็นเพียง 'ภาพลวงตา' หรือความสำเร็จระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้าของวงการลูกหนังมะกะโรนี
ปัญหาเรื่องการปั้นนักเตะดาวรุ่ง โดยเฉพาะตำแหน่งกองหน้า และการพึ่งพานักเตะโอนสัญชาติหรือนักเตะอายุมากเกินไป กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำกลับมาถกเถียงอีกครั้ง ฟุตบอลอิตาลีในวันนี้ดูเหมือนจะสูญเสียอัตลักษณ์ความเป็น 'ผู้ชนะ' ในเกมรับระดับโลก และยังไม่สามารถสร้างเกมรุกที่น่าเกรงขามขึ้นมาทดแทนได้
บทเรียนจากความพ่ายแพ้ต่อบอสเนียฯ ครั้งนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า หากไม่มีการปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงการบริหารจัดการในเซเรีย อา ทีมชาติอิตาลีอาจจะกลายเป็นเพียง 'ยักษ์ที่ถูกลืม' ในเวทีระดับโลกไปอีกนานแสนนาน
- ช่องว่างระหว่างความสำเร็จในระดับทวีป (Euro) และความล้มเหลวในระดับโลก (World Cup)
- ความจำเป็นในการปฏิรูปการสร้างนักเตะตำแหน่งกองหน้าในอิตาลี
ความล้มเหลวของอิตาลีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความพ่ายแพ้ในเกมฟุตบอลนัดหนึ่ง แต่มันคือบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึกไว้ว่ายุคสมัยที่รุ่งโรจน์ที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว และการกลับมาต้องใช้มากกว่าแค่ชื่อเสียงในอดีต อนาคตของ เจนนาโร่ กัตตูโซ่ อาจจะจบลงที่นี่ แต่งานที่ยากกว่าคือการกอบกู้ซากปรักหักพังของทัพอัซซูรี่ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าเวลา 4 ปีข้างหน้าอาจจะไม่เพียงพอเสียแล้ว